ทำไมไอเทมธรรมดาของเหล่านักกีฬา ถึงกลายมาเป็นแฟชั่นสุดฮิตของใครหลายคนได้

หลายคนคงจะสงสัยไม่น้อยที่ของธรรมดา ๆ ที่เหล่านักกีฬานั้นใช้กัน ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า หรือแม้แต่หมวก จะกลายมาเป็นไอเทมชั้นนำระดับโลกที่คนซื้อตามกันได้ แถมยังเข้าถึงแฟชั่นได้ในทุกระดับอีกด้วย วันนี้เราจะมาไขข้อสงสัยนั้นให้เอง ถ้าพร้อมแล้วก็ตามมาส่องกันได้เลย

1. ชื่อเสียง ชื่อเสียงในที่นี้ไม่ได้หมายถึงชื่อเสียงของแบรนด์ แต่เป็นชื่อเสียงของคนที่เป็นนักกีฬา หรืออาจจะเป็นผู้เล่นในแต่ล่ะตำแหน่งนั้น ๆ เมื่อคนหนึ่งคนเป็นที่ชื่นชอบของใครหลายคน ไม่ว่าจะหยิบจับอะไร ใช้อะไร ทุกอย่างจะกลายเป็นสิ่งที่ใครก็อยากทำตามไปหมด เช่นรองเท้าบาสยี่ห้อนึง สิ่งที่ทำให้แบรนด์รองเท้าของเขาโด่งดังมาได้จนถึงทุกวันนี้ นอกจากความเป็นมืออาชีพในบทบาทนักธุรกิจแล้ว ส่วนนึงก็คือชื่อเสียงที่สั่งสมมาตลอดการเป็นนักบาสของเขา

2. Influencer หรือบุคคลที่ทรงอิทธิพลบนสื่อออนไลน์ เป็นอีกช่องทางสำคัญที่ทำให้ไอเทม หรือสิ่งของชิ้นนั้นเป็นที่รู้จักมากขึ้น ด้วยการใช้ Influencer หรือที่เราเรียกกันว่า ผู้ที่มีอิทธิพลบนสื่อออนไลน์เช่น ดารา นักร้อง หรือเน็ตไอดอลที่มีชื่อเสียง คนเหล่านี้จะมาช่วยเพิ่มฐานลูกค้าในการซื้อให้เยอะขึ้น โดยทำคอนเทนท์ผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นช่องยูทูป ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม หรือจากการเขียนรีวิวบล็อค ทั้งหมดนี้จะทำให้เราเห็นถึงข้อดีและข้อเสีย รวมถึงวิธีการใช้งานของไอเทมนั้น ๆ ผ่าน Influencer เหล่านี้ที่นำมารีวิว ซึ่งจะทำให้เราตัดสินใจในการเลือกซื้อได้ง่ายขึ้น

3. การออกแบบและสไตล์ นอกจากที่กล่าวมาทั้งหมดแล้ว การออกแบบและสไตล์ก็สำคัญเช่นเดียวกัน เพราะถ้าหากรูปแบบในการใช้งานของไอเทมตอบโจทย์ต่อผู้ใช้งาน ก็จะทำให้สินค้านั้นเป็นที่ต้องการมากขึ้น ไม่ใช่แค่ในกลุ่มแฟนคลับของนักกีฬา หรือดารา นักร้อง แต่จะเข้าถึงกลุ่มคนทั่วไปด้วย และอีกหนึ่งสิ่งสำคัญเลยก็คือสไตล์ ถ้าไอเทมที่ผลิตออกมามีสไตล์ที่หลากหลาย ก็จะยิ่งเป็นข้อดีในการสร้างและต่อยอดในอนาคตด้วย อย่างหมวก เสื้อผ้า กระเป๋า หรือรองเท้า จะเห็นได้ว่าไอเทมพวกนี้มีสไตล์ที่แตกต่างกันมาก จึงไม่แปลกที่จะมีคอลแลคชั่นออกมาไม่ซ้ำกันเลย

4. ผ่านการใช้งานจริง การได้ลองใช้งานจริงจะทำให้เรารู้ถึงประสิทธิภาพของมัน เพราะถ้าหากเราใช้แล้วดี ก็จะทำให้เราอยากใช้ต่อเรื่อย ๆ ในทางกลับกันถ้าเราได้ลองแล้วรู้สึกว่ามันไม่ดี ไม่เหมาะก็จะไม่ทำให้เรากลับไปใช้อีก

ทีนี้เราก็ทราบกันแล้วว่ากระแสต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดแบรนด์ไอเทมขึ้นมาได้ มีที่มาจากอะไร พอจะทำให้ใครหลายคนคลายข้อสงสัยลงไปบ้างแล้วสินะ และสำหรับวันนี้ก็ต้องขอจบแต่เพียงเท่านี้ก่อน ครั้งหน้าจะมีเทรนด์แฟชั่นอะไรใหม่ ๆ มาอัปเดตอีก อย่าลืมมาลุ้นไปด้วยกันนะ

เทรนด์แฟชั่นมาแรง สุดยอดดีไซน์ศิลปะบนปลายนิ้ว

เรื่องความสวยความงามไม่เข้าใครออกใครจริง ๆ หนึ่งในนั้นก็คือความงดงามที่สร้างลวดลายบนเล็บมือของเรานั้นเอง การเพ้นท์เล็บเริ่มนิยมจากการที่มีดารา ไอดอล ทั้งในและต่างประเทศชื่อดังหลายคนทำกัน จึงกลายมาเป็นกระแสที่ทำตามต่อ ๆ กันมา ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ศิลปะการเพ้นท์เล็บมีต้นกำเนิดมาจากประเทศญี่ปุ่น ต่อมาก็ได้พัฒนามาเรื่อย ๆ จนเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย เมื่อการเพ้นท์เล็บเข้ามามีบทบาททางด้านงานศิลปะมากขึ้น คนก็เริ่มรู้จักการเพ้นท์เล็บกันมากขึ้นด้วย

ในปัจจุบันนี้การทำเล็บถือเป็นงานอดิเรกอย่างหนึ่งของผู้หญิงเลยก็ว่าได้ นอกจากความสวยงามแล้ว ยังเป็นการฝึกทักษะความคิดสร้างสรรค์และไอเดียใหม่ ๆ ในการทำงานศิลปะอีกด้วย เนื่องจากงานเพ้นท์เป็นงานที่ต้องใช้รายละเอียดดีเทลเยอะ จึงต้องอาศัยความอดทนค่อนข้างสูง สำหรับคนที่เป็นมือใหม่คงต้องใช้เวลาในการฝึกทำบ่อย ๆ จะได้ชินมือ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากถ้าใจรักอยากทำจริง ๆ สำหรับวันนี้เราก็มีวิธีการเพ้นท์เล็บด้วยวิธีที่แตกต่างกันออกไปมาฝากกันด้วย หวังว่าพอจะเป็นแนวทางให้ใครที่กำลังเลอยู่ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาเราไปดูกันเลยดีกว่าว่าต้องทำยังไงบ้าง

1.การพิมพ์ลายบนเล็บ (Print nail) การเพ้นท์เล็บในลักษณะนี้ เป็นวิธีการที่ง่าย สะดวก และรวดเร็วที่สุด เนื่องจากเราไม่ต้องวาดรูปเอง แค่มีเครื่องพิมพ์เล็บ แล้วหาภาพที่ต้องการจะทำมาใส่ในเครื่อง จากนั้นปล่อยให้มันทำงานเองอัตโนมัติ แค่นี้เราก็จะได้ลายเล็บสวย ๆ ตามที่ต้องการแล้ว แต่มีข้อเสียคือ อาจจะต้องลงทุนในการซื้อเครื่องสักหน่อย ซึ่งราคาก็ค่อนข้างสูงมากเลยทีเดียว ถ้าไม่อยากเสียเงินซื้อเครื่องพิมพ์เล็บ งั้นขอแนะนำว่าควรไปทำที่ร้านเองเลยน่าจะง่ายกว่า

2.การเพ้นท์เล็บแบบครึ่งเสี้ยว (Halfmoon) การทำเล็บสไตล์นี้เป็นการเพ้นท์เล็บส่วนล่างที่อยู่ติดชิดกับเนื้อ หรือที่เราเรียกกันว่าจมูกเล็บ โดยเน้นแค่ส่วนที่เราต้องการจะเพ้นท์ให้โดดเด่นกว่าส่วนอื่น ๆ ขั้นตอนการทำ ให้เลือกสีที่เราจะทาเป็นสีเบจอ่อน ๆ ทาให้เต็มเล็บ จากนั้นรอให้แห้ง แล้วนำสติ๊กเกอร์ที่มีรูแบบครึ่งวงกลมมาติดในส่วนของปลายจมูกเล็บ แล้วค่อยลงน้ำยาทาเล็บซ้ำ แต่เปลี่ยนให้สีเข้มกว่าเดิมเพื่อตัดกับสีที่เราลงไปก่อนหน้านั้น ปิดท้ายด้วยการทาน้ำยาเจลเคลือบใส ทริคนี้จะช่วยให้ลายเพ้นท์เล็บของเราดูคมและโค้งมนเหมือนกับรูปพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว

3.การเพ้นท์ปลายเล็บ (French Nails) ใช้หลักการเพ้นท์คล้าย ๆ กับHalf-moon แต่การเพ้นท์แบบนี้แค่เปลี่ยนจากการลงสีเบจก่อน เป็นติดสติ๊กเกอร์ก่อน โดยครั้งนี้จะเลือกเป็นติดสก๊อตเทปแทน การติดต้องติดให้โผล่มาแค่ส่วนปลายเล็บ แล้วเน้นทาปลายเล็บด้วยสีเข้ม หรือสีนู้ดเข้มข้น จะเน้นส่วนปลายให้มีความโดดเด่นมากกว่าจุดอื่น ระหว่างนั้นอาจจะลงดีเทลตกแต่งขอบด้วยกากเพชรเพื่อความวิ้งวับ แล้วทาน้ำยาเจลเคลือบใสทับอีกที จะทำให้เล็บเราดูเป็นประกายและมีสุขภาพดีมากขึ้น

4.การเพ้นท์เล็บด้วยสีอะคริลิค (Acrylic paints on Nails) เป็นการใช้พู่กันลงลวดลายบนเล็บ วิธีนี้ต้องอาศัยความละเอียดอ่อนมากที่สุด มือต้องนิ่งใจต้องเย็น แต่ทำออกมาแล้วจะสวยมาก ขั้นตอนการทำก็ใช้น้ำยาทาเล็บสีที่เราเลือกทาลงไปให้เต็ม เหมือนทาเล็บปกติเลย จากนั้นก็รอให้เล็บแห้ง แล้วใช้พู่กันจุ่มสีอะคลิลิคสร้างลวดลายตามใจชอบ โดยหัวพู่กันต้องเลือกให้เหมาะกับสิ่งที่เราจะวาดด้วย ถ้าเป็นดอกไม้ขนาดเล็ก หรือต้องการดีเทลที่มันใช้ลายเส้นเยอะ ๆ ก็อาจจะต้องเลือกหัวพู่กันที่เล็กลงมาหน่อยเพื่อง่ายต่อการวาด เมื่อสร้างลวดลายเสร็จเรียบร้อยแล้ว เราก็จบด้วยการทาน้ำยาเจลเคลือบใสทับเหมือนทุกครั้ง แค่นี้เราก็จะได้เล็บแฟชั่นสวย ๆ ตามแบบฉบับที่เราคิดเองแล้ว

5.การเพ้นท์เล็บโดยการไล่สี (Ombre) ลายนี้เป็นลายที่คนนิยมทำกันเยอะมาก เพราะทำง่ายแถมยังสวยอีกด้วย ความดีงามของการเพ้นท์แบบนี้อยู่ที่การไล่เฉดสี โดยจะไล่จากโทนสีเข้มไปหาโทนสีอ่อนเพื่อให้กลืนเป็นเนื้อเดียวกัน เป็นการสร้างมิติให้กับสีเล็บเรา การทำเราจะเริ่มจากนำน้ำยาทาเล็บสีเข้มที่เราเลือก มาทาบริเวณปลายเล็บ จากนั้นให้ใช้ฟองน้ำค่อย ๆ กดเบลนให้สีผสมเป็นเนื้อเดียวกัน ทริคคือให้ใช้ฟองน้ำไล่จากกลางเล็บลงมาเบา ๆ เนื่องจากส่วนกลางเล็บเป็นส่วนที่เบลนง่ายที่สุด พอได้ตามที่ต้องการแล้ว เราก็ทาน้ำยาเคลือบใสทับอีกครั้ง แค่นี้ก็เรียบร้อย

แบบที่2 เป็นเทคนิคที่ได้อินสปายเรชั่นมาจากการใช้สีน้ำในงานศิลปะ โดยเริ่มการทาน้ำยาทาเล็บสีขาวลงไปให้เต็มทั่วทั้งเล็บ เป็นการลงสีพื้นเล็บเพื่อเตรียมในขั้นตอนถัดไป จากนั้นให้เลือกยาทาเล็บมา 2 สี จะเป็นสีอะไรก็ได้ แต่ถ้าเป็นสีที่เบลนแล้วเข้ากันก็จะดีมาก เช่น สีม่วงกับชมพู หรือสีแดงกับน้ำเงิน ต่อมาให้เราเตรียมฟองน้ำสะอาดขนาดเล็กพอดีมือ แล้วนำยาทาเล็บทั้งสองสีที่เราเลือกทาลงไปบนฟองน้ำ เสร็จแล้วค่อย ๆ กดย้ำ ๆ ลงไปบนเล็บให้ได้สัดส่วนตามที่ต้องการ ถ้าสีของน้ำยาทาเล็บบนฟองน้ำเริ่มจาง เราก็ทาเพิ่มลงไปอีกรอบ ทำแบบนี้จนครบทุกเล็บแล้วจบด้วยการทาน้ำยาเจลเคลือบใสลงไปอีกทีก็เป็นอันเสร็จ

ศิลปะความงามสร้างได้ด้วยมือเรา การแต่งหน้าหรือการทำเล็บ มันก็เหมือนกับการวาดรูปนั้นแหละ สิ่งสำคัญคือความคิดสร้างสรรค์ ความละเอียด และต้องใจเย็น ก็หวังว่าไอเดียในการทำเล็บที่เอาฝากครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ให้กับคนที่ชื่อชอบการทำเล็บไม่มากก็น้อย แล้วครั้งหน้าจะมีเทรนด์อะไรใหม่ ๆ มาอัปเดตอีกนั้นก็ต้องรอติดตามกันต่อไป

เทรนด์แฟชั่นการแต่งตัวตามสีมงคลประจำวัน

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเรื่องการถือเคล็ดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการดูดวง ดูฤกษ์งามยามดี หรือความมงคลใด ๆ นั้น เป็นเรื่องที่อยู่คู่กับคนไทยมาตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน ไม่พ้นแม้กระทั่งเรื่องการแต่งตัวตามเทรนด์แฟชั่นเสื้อผ้าต่าง ๆ เพราะบอกเลยว่าแม้แต่การเลือกสีเสื้อผ้าที่จะใส่ในแต่ละวันนั้น คนไทยหลาย ๆ คนก็ค่อนข้างให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก สีไหนใส่แล้วดี สีไหนเลือกมาแล้วเป็นมงคล เหล่าสายมูเตลูไม่พลาดอย่างแน่นอน แต่สำหรับใครที่ไม่ได้มีความสันทัดในเรื่องเหล่านี้มากนัก ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะตกเทรนด์แฟชั่นไทย ๆ นี้กัน เพราะในบทความนี้เราได้นำสีมงคลประจำวันแต่ละวัน ประจำปี 2563 นี้ มาฝากทุกคนกันแล้ว

แต่ก่อนที่จะไปศึกษากันว่าสีไหนดี สีไหนมงคลเหมาะกับวันไหน ท่านผู้อ่านต้องรู้ก่อนว่าเรื่องที่เป็นมงคลที่คนส่วนใหญ่นิยมให้ความสำคัญนั้นมีเรื่องอะไรบ้าง ซึ่งแน่นอนว่าโดยส่วนใหญ่แล้วนั้นก็มักจะหนีไม่พ้นเรื่องการเงิน การงาน ความรัก และความแคล้วคลาด ความปลอดภัยในชีวิตนั่นเอง เมื่อรู้เรื่องที่คนส่วนใหญ่เน้นความเป็นสิริมงคลกันแล้ว ก็ไปดูกันเลยว่าสีมงคลในแต่ละวันมีสีใดกันบ้าง

1.วันอาทิตย์

– สีมงคลสำหรับการงาน ได้แก่ ม่วง และดำ

– สีมงคลสำหรับการเงิน ได้แก่ แดง

– สีมงคลสำหรับความรัก ได้แก่ ทอง และเขียว

– สีมงคลสำหรับความแคล้วคลาดปลอดภัย ได้แก่ ครีม และขาว

– สีต้องห้ามที่เป็นกาลกิณี ได้แก่ ฟ้า และน้ำเงิน

2.วันจันทร์

– สีมงคลสำหรับการงาน ได้แก่ เหลืองแก่ และส้ม

– สีมงคลสำหรับการเงิน ได้แก่ ฟ้า เขียว และชมพู

– สีมงคลสำหรับความรัก ได้แก่ ทอง และน้ำเงิน

– สีมงคลสำหรับความแคล้วคลาดปลอดภัย ได้แก่ ม่วง และดำ

– สีต้องห้ามที่เป็นกาลกิณี ได้แก่ แดง

3.วันอังคาร

– สีมงคลสำหรับการงาน ได้แก่ น้ำตาล

– สีมงคลสำหรับการเงิน ได้แก่ แดง เทา ดำ และม่วงเข้ม

– สีมงคลสำหรับความรัก ได้แก่ ชมพู และเขียว

– สีมงคลสำหรับความแคล้วคลาดปลอดภัย ได้แก่ ส้ม และทอง

– สีต้องห้ามที่เป็นกาลกิณี ได้แก่ ขาว และครีม

4.วันพุธ

– สีมงคลสำหรับการงาน ได้แก่ น้ำตาล แดง และม่วงแก่

– สีมงคลสำหรับการเงิน ได้แก่ ฟ้า น้ำเงิน เหลืองอ่อน และขาว

– สีมงคลสำหรับความรัก ได้แก่ ชมพู ดำ และเขียว              

– สีมงคลสำหรับความแคล้วคลาดปลอดภัย ได้แก่ บรอนซ์ และเทา

– สีต้องห้ามที่เป็นกาลกิณี ได้แก่ ชมพู ส้ม และทอง

5.วันพฤหัสบดี

– สีมงคลสำหรับการงาน ได้แก่ แดง

– สีมงคลสำหรับการเงิน ได้แก่ เขียว และขาว

– สีมงคลสำหรับความรัก ได้แก่ ส้ม บรอนซ์ และเทา

– สีมงคลสำหรับความแคล้วคลาดปลอดภัย ได้แก่ ทอง และฟ้า

– สีต้องห้ามที่เป็นกาลกิณี ได้แก่ ดำ ม่วง และน้ำเงิน

6.วันศุกร์

– สีมงคลสำหรับการงาน ได้แก่ น้ำเงิน ฟ้า และน้ำตาล

– สีมงคลสำหรับการเงิน ได้แก่ เหลือง และทอง

– สีมงคลสำหรับความรัก ได้แก่ เขียว และดำ

– สีมงคลสำหรับความแคล้วคลาดปลอดภัย ได้แก่ ชมพู และแดง

– สีต้องห้ามที่เป็นกาลกิณี ได้แก่ เทา บรอนซ์ และม่วง

7.วันเสาร์

– สีมงคลสำหรับการงาน ได้แก่ บรอนซ์ และเทา

– สีมงคลสำหรับการเงิน ได้แก่ ทอง เหลือง และชมพู

– สีมงคลสำหรับความรัก ได้แก่ แดง ม่วงเข้ม และดำ

– สีมงคลสำหรับความแคล้วคลาดปลอดภัย ได้แก่ ฟ้า และน้ำเงิน

– สีต้องห้ามที่เป็นกาลกิณี ได้แก่ เขียว และส้ม

เป็นอย่างไรกันบ้างกับสีมงคลที่เอามาฝากคุณผู้อ่านทุกท่านกัน ที่นี้ก็ไม่ต้องกลัวอีกต่อไปว่าจะเลือกสีเสื้อผ้าที่ต้องใส่ในแต่ละวันอย่างไรดีให้เข้ากับเทรนด์แฟชั่นในแต่ละวัน เพราะหากใครคิดไม่ออกก็แค่เอาข้อมูลสีมงคลจากบทความนี้ไปเป็นแนวทางได้นั่นเอง

เครดิตภาพ: http://tiny.cc/xj11mz

เครื่องประดับตามเทรนด์แฟชั่นที่สายมูเตลูต้องห้ามพลาด

หากพูดถึงคำว่า “มูเตลู” เชื่อว่าคนไทยหลาย ๆ คน คงคุ้นเคยกับคำ ๆ นี้ กันมาแล้วเป็นอย่างดี เพราะเทรนด์นี้กำลังได้รับความนิยมจากผู้คนในสังคมไทยกันเป็นจำนวนมาก เรียกได้ว่าเป็นแฟชั่นที่กำลังฮอตฮิตติดลมบนกันอยู่ในขณะนี้เลยทีเดียว ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่ก็อาจจะมาจากพื้นฐานทัศนคติ ความเชื่อของผู้คนในสังคมไทยส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งก็คงเป็นเพราะเหล่าศิลปิน ดารา นักแสดงผู้มีชื่อเสียงในวงการบันเทิงไทย ที่ต่างก็หันมาให้ความสนใจสวมใส่เครื่องประดับประเภทมูเตลูกันมากขึ้นนั่นเอง

คำว่ามูเตลู หมายถึง การบูชา การให้ความเคารพนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อันจะนำมาซึ่งความมีโชคลาภ ความเป็นสิริมงคลกับชีวิต ตามพื้นเพความเชื่อของแต่ละบุคคล ดังนั้น “เครื่องประดับมูเตลู” ก็คือเครื่องประดับที่มีการปลุกเสกสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อมาบูชา เพียงแต่ว่าเพิ่งจะมาเป็นแฟชั่นที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเพราะรูปแบบต่าง ๆ ของเครื่องประดับที่มีการออกแบบให้มีความร่วมสมัยมากขึ้นนั่นเอง เราไปทำความรู้จักกับเครื่องประดับที่สายมูเตลูที่ต้องมีกันเลยดีกว่า ว่ามีอะไรบ้าง

1.เครื่องประดับที่ทำจากหินนำโชค เป็นที่ทราบกันดีในหมู่คนที่ชื่นชอบความสวยงามของหินประดับ ซึ่งไม่ใช่แต่เพียงความสวยงามเท่านั้นที่ทำให้หลาย ๆ คนอยากจับจองเป็นเจ้าของ แต่ต้องบอกเลยว่าความหมายและความเป็นมงคลที่เชื่อกันว่าสามารถใช้ในการนำโชคได้ในเรื่องต่าง ๆ ด้วย ที่ทำให้ผู้คนมากมายหันมาให้ความสนใจกับเครื่องประดับที่ทำมาจากหินมงคลนำโชคเหล่านี้ ซึ่งหินแต่ละประเภทก็เชื่อกันว่าจะช่วยเสริมมงคลในแต่ละด้านได้แตกต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น หินทับทิม ช่วยเสริมมงคลทางด้านโชคลาภ ความร่ำรวย การปกป้องคุ้มครอง หรือหินเพทายแดง ที่ช่วยส่งเสริมในเรื่องของลาภยศ ตลอดจนความเจริญก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่ทางการงาน เป็นต้น

2.เครื่องประดับที่ประกอบด้วยเครื่องรางต่าง ๆ ตามความเชื่อ อย่างที่หลาย ๆ คนก็ทราบกันดี ว่าปัจจุบันนี้ไม่ได้มีแค่พระเครื่องอย่างเดียวเท่านั้นที่ถูกนำมาเช่าบูชา เพื่อเป็นการเสริมบารมีต่อตัวผู้บูชา หากแต่เครื่องรางอื่น ๆ ที่ได้รับการปลุกเสกมาเพื่อความเป็นสิริมงคลในแต่ละด้านโดยเฉพาะ ก็กำลังได้รับความนิยมไม่แพ้กัน ยิ่งประกอบกับดีไซน์ที่ทันสมัยแล้วด้วย ยิ่งทำให้เครื่องรางเหล่านี้เป็นที่ต้องการจากเหล่าสายมูเตลูเป็นอย่างมาก ตัวอย่างเครื่องรางที่มักนิยมนำมาใช้เป็นส่วนประกอบหนึ่งของเครื่องประดับมูเตลู ได้แก่ ตะกรุดประเภทต่าง ๆ เบี้ยแก้ สีผึ้ง ปี่เซียะ หน้ากากพรานบุญ เหรียญท้าวเวสสุวรรณ แปดเซียน เป็นต้น

เป็นอย่างไรกันบ้างกับตัวอย่างเครื่องประดับที่คาดว่ากำลังเป็นแฟชั่นที่ถูกใจสาวกสายมูเตลูไม่มากก็น้อย แต่อย่างไรก็ดีเหนือกว่าการเคารพบูชากราบไหว้นั้น เครื่องประดับบางอย่างอาจจะมีราคาถูกแพงมากน้อยแตกต่างกันไป ดังนั้นควรเลือกซื้อที่ราคาที่ตนเองสามารถจ่ายได้ โดยที่ไม่เดือดร้อน และที่สำคัญการให้ความเคารพบูชาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เราเคารพนับถือบูชานั้นเป็นเรื่องดี แต่ในการที่จะทำสิ่งใดนั้น สติเป็นสิ่งที่จะต้องมีติดตัวไม่แพ้เครื่องรางใด ๆ เพราะหากมีแต่เครื่องรางแต่ปราศจากสติ ก็คงจะเป็นเรื่องยากที่จะนำพาชีวิตไปอยู่ในจุดที่ต้องการได้

เครดิตภาพ: http://tiny.cc/21q3mz

รู้หรือไม่ประโยชน์ของการแต่งตัวตามแฟชั่นมีอะไรบ้าง

การแต่งตัวของผู้คนในสังคมต่าง ๆ ล้วนเป็นการแสดงออกถึงทัศนคติบางอย่าง ตัวตน เอกลักษณ์ ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละบุคคล บางคนให้ความสนใจกับการแต่งตัวมากหน่อย ก็มักจะติดตามข่าวสารในวงการแฟชั่น หรือมักจะมีรูปแบบเสื้อผ้าที่สวมใส่ตามสมัยนิยม ตามแฟชั่นที่กำลังมาแรงในช่วงเวลานั้น ๆ ส่วนคนที่ไม่ค่อยซีเรียสกับการแต่งตัว กล่าวคือไม่สนใจว่าสังคมจะมีแนวโน้มความนิยมในการแต่งกายไปทางไหน คนเหล่านี้จะให้ความสนใจในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงทางด้านแฟชั่นค่อนข้างน้อย หรือแทบจะไม่ให้ความสนใจเลย เพราะเขาเหล่านั้นต่างก็มีสไตล์การแต่งตัวที่แสดงความเป็นตัวตนของตัวเองชัดเจนอยู่แล้วนั่นเอง แต่อย่างไรก็ตามรู้หรือไม่ว่าประโยชน์ของการแต่งตัวตามแฟชั่นมีอะไรบ้าง ไปดูกันเลย

1.ช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ให้เป็นคนที่มีความทันสมัย แน่นอนว่าถึงแม้จะไม่ใช่ทุก ๆ อาชีพ หรือทุกสังคมที่จำเป็นจะต้องมีความทันสมัย หรือก้าวให้ทันกับสิ่งต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปในสังคม หรือกระทั่งอาจจะไม่จะเป็นต้องรู้เทรนด์ต่าง ๆ เลยก็ว่าได้ แต่ก็มีอีกหลากหลายอาชีพเช่นเดียวกันที่การเป็นคนที่แต่งตัวตามสมัยนิยม เป็นคนที่ก้าวตามทันแฟชั่นจะช่วยเสริมภาพลักษณ์ให้คน ๆ นั้นดูดีขึ้น และสามารถได้รับความนิยมชมชอบจากผู้คนในสังคมที่ตนอยู่ได้มากขึ้น เช่น อาชีพศิลปิน ดารา นักแสดง เป็นต้น

2.ช่วยลดความน่าเบื่อของการแต่งตัวในแต่ละวัน เนื่องจากปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกครั้งที่ต้องออกจากบ้าน การแต่งตัวก็แทบจะเป็นสิ่งแรก ๆ ที่นึกถึงกันว่าวันนี้เราจะใส่อะไรกันดี ซึ่งหากใครก็ตามที่ไม่ค่อยให้ความสนใจในเรื่องของแฟชั่น ก็อาจจะต้องแต่งตัวในแนวเดิม ๆ แบบเดิม ๆ ตลอดเวลา ทำให้อาจจะเกิดความจำเจและความน่าเบื่อขึ้นได้ในระยะยาว การแต่งตัวตามแฟชั่น ติดตามข่าวสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับเทรนด์การแต่งตัว จะทำให้เราสามารถมีไอเดียต่อยอด Mixed & Matched ในการแต่งตัวในแต่ละวันได้เพิ่มมากขึ้น เปลี่ยนวันอันแสนน่าเบื่อหน่ายให้กลายเป็นวันดีดีที่สดใสด้วยเสื้อผ้าที่เหมาะสมกับเราและเข้ากับความนิยมในช่วงเวลานั้น ๆ

3.ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้แก่ผู้สวมใส่ได้ เพราะการที่เราแต่งตัวได้เข้ากับความนิยมในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ นั้น จะทำให้เราสามารถกลมกลืนไปกับคนอื่น ๆ ในสังคมได้ เราจะไม่รู้สึกว่าเราแปลกแยก แตกต่างจากสังคมมากจนเกินไปนัก แต่ในขณะเดียวกันการแต่งตัวตามแฟชั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้เราต้องเหมือนกันกับคนอื่น ๆ ไปซะหมด จนขาดความเป็นเอกลักษณ์ เราสามารถแต่งตัวในแบบที่เป็นตัวเองอีกทั้งยังเข้ากับเทรนด์ของสังคมไปด้วยได้ในเวลาเดียวกัน เพียงแต่การที่เราแต่งตัวตามแฟชั่นจะทำให้เรามีความมั่นใจในการแต่งกายมากยิ่งขึ้น และเมื่อเรามีความมั่นใจ คนที่พบเจอเราก็จะสามารถสังเกตเห็นได้ ความน่าเชื่อถือในตัวตน ในคำพูดของเราก็จะตามมาโดยปริยาย

จะเห็นได้ว่าประโยชน์ของการแต่งตัวตามแฟชั่นนั้นมีมากมาย สำหรับใครที่ยังไม่ค่อยกล้าแต่งตัวตามแฟชั่น หากลองเปิดใจสักนิดจะรับรู้ได้เองว่า การเป็นคนแต่งตัวตามสมัยนิยมก็ไม่ได้เสียหายอะไรเลย ทั้งยังได้รับประโยชน์มากอีกด้วย

เครดิตภาพ: http://tiny.cc/21q3mz

ความสำคัญของเสื้อผ้าและแฟชั่นคืออะไร

เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย เครื่องนุ่งห่ม นับเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ เป็นสิ่งที่อยู่คู่กับผู้คนในสังคมมาอย่างช้านาน เทรนด์เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย มักเปลี่ยนแปลงไปเป็นระยะ ๆ แล้วแต่ช่วงเวลา แล้วแต่เหตุการณ์ เสื้อผ้าบางรูปแบบ บางสไตล์ก็ได้รับความนิยมจากคนหมู่มากในระยะเวลายาวนาน บางสไตล์ก็เป็นที่นิยม กลายเป็นแฟชั่นในระยะเวลาสั้น ๆ ดังนั้นเรื่องเสื้อผ้ากับแฟชั่น จึงแทบจะแยกกันไม่ออก เป็นเรื่องที่มีความสำคัญกับชีวิตของเรา แต่ที่ว่าเสื้อผ้าและแฟชั่นสำคัญอย่างไร ไปศึกษากันอย่างละเอียดในบทความนี้กันได้เลย

ความสำคัญของเสื้อผ้าและแฟชั่น

1.ทำหน้าที่ปกป้องร่างกาย จากสิ่งแวดล้อม เช่น สภาพอากาศที่ร้อน หรือหนาว และฝน ป้องกันลม ป้องกันไอแดดให้กับผิวกาย นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันสิ่งรบกวนต่าง ๆ จากภายนอก เช่น แมลงสัตว์กัดต่อย เป็นต้น เสื้อผ้ามีความสัมพันธ์และเกี่ยวข้องโดยตรงกับการดูแลสุขอนามัย และสุขภาพร่างกาย กล่าวคือหากรู้จักใส่เสื้อผ้าให้เหมาะสมตามแต่ละช่วงเวลาหรือเหตุการณ์ ก็จะสามารถช่วยให้ร่างกายมีความปลอดภัยได้นั่นเอง

 2.ช่วยให้เกิดความรู้สึกมั่นใจ แน่นอนว่าการเลือกใส่เสื้อผ้าที่มีคุณภาพดีและสวมใส่ถูกต้องตามกาลเทศะ จะช่วยให้ผู้สวมใส่เกิดความรู้สึกมั่นใจในตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องออกไปเผชิญหน้า พบปะพูดคุยกับผู้คนในสังคมเป็นจำนวนมากในแต่ละวัน นอกจากนี้เสื้อผ้า และการแต่งตัวตามแฟชั่นยังเป็นเหมือนเครื่องที่สามารถช่วยกำหนดหรือควบคุมพฤติกรรมของผู้ที่สวมใส่ได้อย่างไม่รู้ตัวอีกด้วย หากไม่เชื่อลองสังเกตพฤติกรรมตนเองดูก็ได้ว่าเปลี่ยนแปลงไปตามรูปแบบที่สวมใส่ในแต่ละสไตล์จริงหรือไม่ ยกตัวอย่างเช่น ผู้หญิงบางคนจะแสดงพฤติกรรมเรียบร้อยขึ้นหากใส่กระโปรง เป็นต้น และไม่เพียงแค่ส่งผลต่อพฤติกรรมของผู้สวมใส่เท่านั้น แต่ยังส่งผลถึงพฤติกรรมของผู้คนที่พบเจอที่มีต่อเราอีกด้วย เช่น หากเราแต่งตัวดีดีมาก ๆ ส่วนใหญ่มักจะได้รับความเอาใจใส่จากการบริการมากกว่าการที่เราแต่งตัวปกติ หรือแต่งตัวไม่ดี เป็นต้น

3.ใช้แสดงสถานะทางสังคมได้ แน่นอนว่าหากเราไม่ได้รู้จักใครเป็นการส่วนตัวมาก่อน เราอาจจะสามารถตัดสินคนคนนั้น ได้จากลักษณะและรูปลักษณ์ภายนอกที่เขามี ซึ่งก็คือการแต่งตัว แฟชั่นที่เขาเลือกใช้ ดังนั้นเสื้อผ้าจึงเป็นอีกหนึ่งอย่างที่สามารถใช้แสดงสถานะทางสังคมได้ โดยเราจะเห็นได้ว่าคนที่มีชื่อเสียงมากมายในวงสังคม มักจะแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่ดูดีมีราคา และโดยปกติแล้วก็จะใช้เสื้อผ้าแบรนด์เนมต่าง ๆ มากน้อยแตกต่างกันไป แม้ว่าจะไม่เสมอไปแต่โดยส่วนใหญ่แล้วผู้คนในสังคมมักเลือกซื้อเสื้อผ้า ตามฐานะและบริบททางสังคมที่ตนเองอยู่นั่นเอง

4.เป็นเครื่องบ่งบอกประวัติศาสตร์ของโลกได้ อย่างที่ทราบกันไปแล้วว่าเสื้อผ้าในแต่ละแบบ แต่ละสไตล์ก็มักได้รับความนิยม เป็นแฟชั่นในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไม การศึกษาเสื้อผ้าในแต่ละยุคสมัยจึงเปรียบเสมือนเป็นการศึกษาประวัติศาสตร์ของโลกได้ไปในตัว ยกตัวอย่างเช่น อิทธิพลของสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ส่งผลให้ผู้หญิงหันมาใส่กระโปรงที่สั้นขึ้น ใส่กางเกงที่ทำให้สามารถเคลื่อนตัวได้อย่างทะมัดทะแมงขึ้นเป็นต้น

5.ใช้อธิบายตัวตนของผู้ที่สวมใส่ได้เป็นอย่างดี เพราะการที่ใครคนใดคนหนึ่งจะแต่งตัวอย่างไร ย่อมมีผลมาจากความชอบส่วนตัว บุคลิกลักษณะของบุคคลนั้น ๆ หรือกระทั่งเกี่ยวข้องกับทัศนคติความเชื่อพื้นฐานของเขา ตลอดจนฐานะการเงิน ฐานะทางสังคมด้วย นั่นทำให้แฟชั่นกับเสื้อผ้านั้นมีเสน่ห์น่าหลงใหล เพราะเป็นเรื่องที่ไม่มีใครสามารถลอกเลียนแบบใครได้ออกมาเหมือนเป๊ะ ๆ อยู่ตลอดเวลา เพราะไม่มีใครฝืนใจเป็นคนอื่นได้ตลอดเวลานั่นเอง

เป็นอย่างไรกันบ้างกับความสำคัญของเสื้อผ้าและแฟชั่นที่เรานำมาฝากกัน หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเมื่ออ่านบทความนี้จบ  ท่านผู้อ่านจะเห็นถึงความสำคัญและเข้าใจแฟชั่นมากยิ่งขึ้น

เครดิตภาพ: http://tiny.cc/dv73mz

แฟชั่นชุดทำงานที่ตอบโจทย์การแต่งตัวสไตล์ Working Woman

“แฟชั่นชุดทำงาน” เป็นอะไรที่จำเป็นและขาดไม่ได้อย่างยิ่งกับหนุ่ม ๆ สาว ๆ ในวัยทำงาน เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่าช่วงชีวิตวัยทำงานของคนเรานั้น เป็นช่วงระยะเวลาที่ยาวนานที่สุด ยาวนานกว่าช่วงเวลาอื่น ๆ ดังนั้นเราจึงหนีแฟชั่นนี้ไปไม่ได้จริง ๆ แต่อย่างไรก็ตามก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการแต่งตัวที่ดี ถูกต้องเหมาะสมตามกาลเทศะ และยิ่งเป็นไปตามเทรนด์ เป็นไปตามสมัยนิยม ตามแฟชั่นที่กำลังฮอตฮิตในขณะนั้นด้วยแล้ว จะยิ่งส่งผลให้ภาพลักษณ์ของผู้สวมใส่ชุดเหล่านั้นได้รับการยอมรับ และดูมีความน่าเชื่อถือเป็นอย่างยิ่งในสถานที่ทำงาน ดังคำกล่าวที่ว่าเสื้อผ้าดี ภาพลักษณ์ดี มีชัยไปกว่าครึ่ง ซึ่งในบทความนี้ก็ได้นำเอาสไตล์เสื้อผ้าที่เหมาะสมกับสาว ๆ วัยทำงาน ที่ต้องการเสริมภาพตนเองให้ดูเป็น Working Woman มาฝากกัน ดังนี้

1.มั่นใจโฉบเฉี่ยวด้วยเบลเซอร์ตัวเก่ง หลายคนอาจจะยังแยกระหว่างเบลเซอร์กับเสื้อสูทไม่ออก ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากเลย กล่าวคือเบลเซอร์นั้นเป็นเสื้อที่มีหน้าตาคล้ายกับเสื้อสูทค่อนข้างมาก เพียงแค่ว่าจะดูมีความทางการน้อยกว่า ส่วนใหญ่แล้วมักตัดเย็บออกมาเดี่ยว ๆ ไม่ได้มีการตัดกางเกงที่เข้าคู่กันออกมาด้วย นั่นทำให้การเลือกใส่เบลเซอร์สวมทับสำหรับใส่ไปทำงานนั้นดูโฉบเฉี่ยวลงตัวสไตล์แคชชวล สามารถนำเอาไป Mixed & Matched กับเสื้อกางเกง หรือกระโปรงได้หลากหลายรูปแบบนั่นเอง ทำให้การเลือกใส่เสื้อผ้าแนวนี้สนุกขึ้น โดยส่วนมากสาว ๆ มักสวมใส่เบลเซอร์ทับไปกับเสื้อเชิ้ตคู่กับกางเกงขายาว หรือจะเป็นเสื้อเชิ้ตกระโปรงก็ย่อมทำได้เช่นกัน

2.เสริมความทางการของชุดทำงานด้วยชุดสูท แน่นอนว่าหากอยากให้ตัวเองแต่งตัวออกมาแล้วได้ภาพลักษณ์แบบ Working Woman แล้วนั้น ความเป็นทางการของชุดทำงานจะขาดเสียไม่ได้ ซึ่งเสื้อสูท หรือชุดสูทสามารถช่วยตอบโจทย์ความเป็นทางการได้เป็นอย่างดี และในปัจจุบัน แฟชั่นชุดสูทก็มีให้เลือกซื้อมากมาย แล้วแต่ความชอบดีไซน์ของแต่ละคน เรียกได้ว่าอยากได้แบบไหนมีให้เลือกหมด

3.เสื้อเชิ้ตสีสุภาพกับกระโปรงทรงดินสอ สำหรับเสื้อเชิ้ตสีพื้นนั้นจะช่วยส่งให้ลุคของสาว ๆ ที่สวมใส่ดูดีมากยิ่งขึ้น ยิ่งหากเข้าคู่กับกระโปรงทรงดินสอ หรือกระโปรงทรงสอบด้วยแล้วจะทำให้สามารถช่วยเน้นให้ทรวดทรงของผู้สวมใส่เด่นชัดมากขึ้น แต่ก็ไม่ได้ดูโป๊เกินไปอะไรนัก อีกอย่างกระโปรงทรงดินสอนั้น ไม่ว่าสาว ๆ จะมีรูปร่างแบบใดก็สามารถสวมใส่ได้ออกมาดูดีไม่แตกต่างกัน อีกทั้งยังสามารถเลือกความยาวของกระโปรงได้อีกด้วย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ไม่ควรที่จะใส่สั้นจนเกินไปนัก ควรเลือกความยาวที่พอดีและเหมาะสมกับตนเองและสถานการณ์ให้มากที่สุด

4.เสริมความสง่าด้วยชุดเดรส ถึงแม้ว่าการเป็น Working Woman นั้น จำเป็นที่จะต้องสวมใส่ชุดที่ดูมีความทะมัดทะแมงคล่องตัว แต่งในบางครั้งการเลือกสวมใส่เดรสที่เป็นทางการ ก็ทำให้ดูดีไปอีกแบบหนึ่งได้ นอกจากนี้การสวมใส่เดรสยังทำให้เสริมความเป็นผู้หญิงเพิ่มมากขึ้นได้อีกด้วย

อย่างไรก็ตามนอกจากรูปแบบเสื้อผ้าที่ยกตัวอย่าง ที่เอามาแนะนำ มาฝากคุณผู้อ่านทุกท่านกันแล้ว ก็ยังมีรูปแบบและสไตล์เสื้อผ้าอีกมากมายที่สามารถนำมาดัดแปลง นำมาสวมใส่เพื่อให้ได้ภาพลักษณ์สาวทำงานอย่างที่ต้องการ เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่าเรื่องของสไตล์ความชอบ เรื่องของแฟชั่นไม่มีถูกมีผิด ขอแค่ใส่แล้วมีความมั่นใจก็เพียงพอแล้ว

เครดิตภาพ: http://tiny.cc/3k93mz

เทรนด์แฟชั่นแบบไหนที่ผู้คน ยุค 2020 ให้ความสนใจ

เมื่อพูดถึงเทรนด์แฟชั่นการแต่งตัวแล้ว หลายคนคงจะนึกไปถึงสไตล์แฟชั่นการแต่งตัว รวมไปจนถึงการเลือกซื้อเครื่องประดับที่เป็นไปตามเทรนด์ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง แต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าแฟชั่นเป็นอะไรที่ไม่หยุดนิ่ง เปลี่ยนแปลงลื่นไหลไปได้เสมอ ตามช่วงระยะเวลาและยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงและแตกต่างกันไป จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่แฟชั่นในยุคปัจจุบันอาจจะไม่เหมือนกับในสมัยก่อน หรือบางคราวแฟชั่นการแต่งตัวที่เคยเป็นที่นิยมในสมัยก่อน อาจจะกลับมาเป็นเทรนด์ในยุคสมัยใหม่อีกก็เป็นได้ ดังนั้นในบทความนี้จึงจะนำเอาเทรนด์ชั้นนำของแฟชั่นการแต่งตัวที่กำลังเป็นกระแสในยุค 2020 นี้มาฝากกันสำหรับผู้ที่สนใจ

1.เทรนด์ Unisex แน่นอนว่าชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเทรนด์แฟชั่นการแต่งกายแบบนี้นั้น เป็นแนวที่สามารถสวมใส่ได้ทั้งผู้และผู้หญิง เรียกได้ว่าไม่มีข้อจำกัดทางด้านเพศสภาพเข้ามาเกี่ยวข้อง สไตล์การออกแบบ การดีไซน์จะเน้นกลาง ๆ ไม่ค่อนไปทางเพศใดเพศหนึ่งจนเกินไป ทำให้สไตล์นี้กำลังเป็นที่นิยม เพราะสามารถแต่งได้ง่าย ๆ Mixed & Matched กับอะไรก็ได้สบาย ๆ และใส่ได้บ่อยตามที่ใจต้องการ ตอบโจทย์กระแสเรียกร้องความเท่าเทียมกันระหว่างสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีได้เป็นอย่างดี และเหนือสิ่งอื่นใดข้อดีอีกอย่างของเสื้อผ้าแฟชั่นเทรนด์นี้ ก็คือ สามารถนำมาใส่เป็นเสื้อครอบครัว เสื้อที่ใส่กันระหว่างคู่รักได้นั่นเอง เป็นการบ่งบอกความเป็นเอกภาพ ความรักที่มีได้อย่างเก๋ไก๋ไม่เหมือนใครเลยทีเดียว

2.เทรนด์รักษ์โลก ด้วยกระแสของโลกาภิวัตน์และสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ผู้คนหันมาให้ความสนใจ ใส่ใจในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกันมากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าการแสดงออกว่าต้องการเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยทำให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้น ก็คือการเลือกสวมใส่เสื้อผ้าที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมมากจนเกินไปนัก และผู้ผลิตแบรนด์เสื้อผ้าชั้นนำก็รู้ถึงเทรนด์แฟชั่นโลกในข้อนี้เป็นอย่างดี จึงจะสังเกตได้ว่าในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมานี้วงการแฟชั่นได้มีการปรับตัวมากขึ้น เริ่มหันมาสนใจกับวัสดุทดแทนที่นำเอามาผลิตเสื้อผ้ากันเพิ่มมากขึ้น เช่น นำเอาขยะที่สามารถแปรรูปได้มาทำเป็นเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย หรือกระทั่งกระเป๋า เป็นต้น ดังนั้นแฟชั่นจะไม่ใช่สิ่งที่สิ้นเปลือง ทำร้าย ทำลายโลกอีกต่อไป

3.เทรนด์วินเทจ เป็นแนวการแต่งตัวตามแฟชั่นอีกรูปแบบหนึ่งที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เหตุอาจจะเกิดมาจากว่าวัยรุ่น วัยหนุ่มสาว หรือกระทั่งวัยทำงานนั้นโหยหาความเป็นอดีตมาขึ้น จึงได้มีการนำเอาเสื้อผ้าสไตล์ที่เคยได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในอดีตซึ่งอาจจะเป็นเสื้อผ้ามือสองหรือไม่ก็ตาม มาจับแต่งโน่นเติมนี่ให้เข้ากันเพิ่มเข้าไป ก็เป็นการเพิ่มลูกเล่นให้การแต่งตัวในแต่ละวันมีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น เรียกได้ว่าเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับสิ่งของที่มีอยู่แล้วได้อีกทางหนึ่ง และเหนือสิ่งอื่นใดการที่นำของที่เคยใช้แล้วกลับมาใช้ซ้ำ หรือนำมาดัดแปลงเพื่อใช้ใหม่ ที่ใครหลายคนเรียกกันว่าการReuse นี้ ก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางในการลดขยะและช่วยให้โลกของเราน่าอยู่ขึ้นได้อีกทางหนึ่ง

สำหรับครั้งหน้าเราจะนำเอาสไตล์หรือเทรนด์การแต่งตัวตามแฟชั่นแบบไหนมาฝากคุณผู้อ่านทุกท่านกัน ก็ฝากอย่าลืมติดตามกันต่อไป

เครดิตภาพ: http://tiny.cc/imc4mz

รู้หรือไม่แฟชั่นคืออะไร ใช่แค่เรื่องเสื้อผ้าจริงหรือไม่

หากพูดกันถึงคำว่า “แฟชั่น” เชื่อว่าหลาย ๆ คน คงจะเคยชินและคิดไปว่าแฟชั่นเป็นแค่เพียงเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย เครื่องประดับต่าง ๆ เพียงเท่านั้น แต่จริง ๆ แล้ว แฟชั่นคืออะไรกันแน่ แล้วใช่แค่เรื่องเสื้อผ้าอย่างที่หลาย ๆ คนคิด จริงหรือไม่  วันนี้บทความนี้จะมาไขข้อข้องใจให้แก่ผู้อ่านทุกท่านกันเอง

อันดับแรกเรามารู้จักกับความหมายของคำว่า แฟชั่น (Fashion) กันก่อน ซึ่งตามความหมายที่ถูกระบุไว้ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานของประเทศไทยนั้น คำว่าแฟชั่น หมายความถึง “สมัยนิยม แบบหรือวิธีการที่นิยมกันทั่วไปในช่วงระยะเวลาหนึ่ง” และหากพิจารณาจากคำกำจัดความของแฟชั่นดังกล่าวแล้ว จะเห็นได้ว่าแฟชั่นนั้นมิได้ถูกจำกัด หรือให้ความสำคัญแค่ในเรื่องของเสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย หรือเครื่องประดับต่าง ๆ แต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่หมายรวมถึงอะไรก็ได้ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้ หรือนามธรรมจับต้องไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่น ในช่วงระยะเวลาหนึ่งนอกจากเทรนด์แฟชั่นแล้ว เทรนด์การใช้ชีวิต การมีไลฟ์สไตล์ต่าง ๆ ที่เป็นการบอกเล่าถึงวิถีชีวิต ความเชื่อ ทัศนคติต่อการใช้ชีวิตในรูปแบบต่าง ๆ กำลังเป็นที่นิยม อาทิ รูปแบบการใช้ชีวิตแบบ Slow Life หรือสไตล์การใช้ชีวิตโลดโผนที่ถือคติที่ว่า “YOLO” (You Only Live Once) การนิยมชมชอบใช้ของแบรนด์เนมต่าง ๆ หรือกระแสการใช้ชีวิตสีเขียวที่ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์และการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสมดุล เป็นต้น

ซึ่งตัวอย่างเหล่านี้เป็นรูปแบบการใช้ชีวิตที่เป็นที่ยอมรับและเป็นที่นิยม ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งเท่านั้น โดยสิ่งเหล่านี้อาจจะมีต้นแบบมาจากเหล่าคนดัง ศิลปินดารา หรือผู้มีชื่อเสียงต่าง ๆ มากมาย ซึ่งพวกเขาเหล่านั้นอาจเป็นคนที่มีอิทธิพลกับเหล่าแฟน ๆ หรือหมู่ผู้คนที่ติดตามพวกเขาเป็นจำนวนมากก็เป็นได้

นอกจากนี้ ในเมื่อแฟชั่นเป็นเครื่องบ่งบอกความนิยม ณ ช่วงเวลาหนึ่ง ๆ ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่านักประวัติศาสตร์ ได้นำเอาแฟชั่นในแต่ละยุคสมัยมาช่วยในการแบ่งยุคทางประวัติศาสตร์ หรือนำมาเป็นหลักฐานอ้างอิงประกอบที่ใช้ในการวิเคราะห์ ตีความ หลักฐานทางประวัติศาสตร์ต่าง ๆ ร่วมด้วย ซึ่งแฟชั่นที่ว่า อาจหมายถึงหลากหลายรูปแบบด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม ข้าวของเครื่องใช้ รูปแบบการตั้งบ้านเรือน ความเชื่อ ตลอดจนวิถีชีวิตของผู้คนในสมัยอดีต เป็นต้น และสิ่งที่สามารถแสดงออกผ่านทางแฟชั่นอีกรูปแบบหนึ่งก็คือ ทัศนคติ ความเชื่อ บุคลิกต่าง ๆ ของคนแต่ละคนในสังคม ตลอดจนฐานะทางสังคม สภาพเศรษฐกิจ การเมืองการปกครองไปจนถึงสภาพภูมิอากาศในแต่ละพื้นที่เลย ซึ่งแน่นอนว่าต่างคนก็แตกต่างกันคนละสไตล์คละเคล้ากันไป

จะเห็นได้ว่าหากมองให้ลึกและรอบด้านจริง ๆ แล้วนั้น แฟชั่นเป็นมากกว่าแค่เรื่องเสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย หรือเครื่องประดับ แฟชั่นอยู่คู่กับทุกมิติในสังคมเรามาอย่างช้านาน และอยู่คู่กับมนุษยชาติมาตั้งแต่เริ่มต้นความเป็นสังคม ดังนั้นหวังใจเป็นอย่างยิ่งว่า หากผู้อ่านท่านใดต้องศึกษาเกี่ยวกับเรื่องแฟชั่น บทความนี้จะเป็นประโยชน์กับท่านไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

เซเรน่า วิลเลี่ยมส์ คุณแม่ทุกวงการ

“เพราะเป็นผู้หญิง จึงตั้งใจทำในทุก ๆ อย่าง” คำโปรยหัวแรกในเว็บไซต์แบรนด์ เซเรน่า ซึ่งเป็นแบรนด์เสื้อผ้าของเซเรน่า วิลเลี่ยมส์ที่เธอดีไซด์เองทั้งหมด คำ ๆ นี้มันบอกตัวต้นของเธอได้เป็นอย่างดี มุ่งมั่น ตั้งใจ ทำอะไรต้องสำเร็จ หลังจากครองบัลลังค์มือหนึ่งของโลกมายาวนาน ช่วงปีที่ผ่านมาเธอต้องห่างหายไปจากวงการเทนนิสโลกเพื่อไปทำหน้าที่สำคัญที่เป็นอีกอย่างหนึ่งที่เธอตั้งใจ นั่นคือการเป็นคุณแม่ คุณแม่วัย 35 ปีทำหน้าที่ได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง และหลังจาก อเล็กซิส ลูกสาวของเธอลืมตาดูโลกเธอให้เวลากับลูกน้อยอีก 6 เดือน ก่อนที่จะกลับมาไล่ล่าแชมป์อีกครั้ง และลงมือทำความฝันอีกอย่างของเธอที่เธอตั้งใจมานานแล้ว ดีไซน์เนอร์

เซเลบที่เข้าถึงทุกคน

                ก่อนหน้านี้พี่สาวของเธอ วีนัส วิลเลี่ยมส์ เป็นคนเริ่มทำแบรนด์เสื้อผ้ามาก่อน เพราะวีนัสเรียนจบทางด้านดีไซน์เนอร์มา และเมื่อถึงเวลาของเธอ เซเรน่า ก็เริ่มทำตามความฝันของเธอบ้าง ซึ่งในโลกแฟชั่นทุกคนต่างได้เห็นว่าเซเรน่าก็เป็นผู้นำในการนำแฟชั่นลงมาในคอร์ดเทนนิสอยู่ตลอด หากคุณติดตามภาพบน VWIN จะเห็นเลยว่าทุกชุดที่เธอใส่ลงแข่งขันต่างถูกจับตามอง เพราะเธอปฏิวัติวงการด้วยการดีไซด์ชุดแข่งของเธอทุดชุดไม่ซ้ำกันในแต่ละรายการ แต่ละชุดของเธอทั้งใหม่ คิดต่าง และแสดงตัวตน

                จนเมื่อแบรนด์เซเรน่า เกิดขึ้น ภายใต้แนวคิดว่าผู้หญิงทุกคนสามารถจับต้องได้ เสื้อผ้าของเธอสามารถเข้าถึงผู้หญิงได้ทุกวัย และทุกไซด์ แม้แต่ผู้หญิงไซด์ใหญ่ก็สามารถมีเสื้อผ้าที่สวยไว้ใส้ให้เฉิดฉายได้ นี่คือแนวคิดของเธอที่จับหัวใจผู้หญิงทุกคน ดีไซน์ของเธอดูเรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยตัวตนที่เข้มแข็ง เรียกว่าใส่แล้วสาว ๆ ทุกคนจะรู้สึกสตรองได้แบบเธอแน่นอน

                แม้เซเรน่าจะเป็นเซเล็บทั้งในวงการเทนนิสและวงการแฟชั่น แต่เธอก็จังเป็นคนเดิม ๆ ที่เข้าถึงง่าย แม้แต่แบรนด์เสื้อผ้าของเธอที่ราคาไม่สุงมาก ทุกคนจับต้องได้และใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างดี

จริงจังและเข้มแข็ง

                กว่าจะมาถึงวันนี้เซเรน่าต้องต่อสู้อย่างหนัก เธอเป็นมือหนึ่งผิวดำคนแรกของโลก เธอมักถูกค่อนขอดว่าเธอได้เปรียบด้านสรีระร่างกายมากกว่านักเทนนิสสาวคนอื่น ๆ ซึ่งหากเป็นคนอื่นก็คงมีท้อถอยไปบ้าง ความมุ่งมั่นของเธอเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเธอไม่ได้มีแค่พละกำลัง แต่ฝีไม้ลายมือและพลังใจที่เข้มแข็งก็ทำให้ใครหลายคนยอมรับและกลายมาเป็นแฟนคลับเธอในที่สุด แม้ในวัย 35 เป็นคุณแม่ลูก 1 เป็นภรรยา และเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ เธอยังไม่ยอมที่จะละจากผืนคอร์ดที่เป็นก้าวแรกของความฝันของเธอ หลักจากห่ายหายไป 1 ปี เธอยังกลับมาเล่นและไล่ล่าตำแหน่งมือหนึ่งของโลกกลับมาได้อย่างเดิม เรียกได้ว่า เซเรน่า แม่ทุกวงการจริง ๆ